ทำความเข้มแข็งหล่นหายค่ะ
ใครเก็บได้ช่วยเอามาคืนด้วยนะคะ
หรือถ้าใครมีเยอะ..
จะเอามาแบ่งไว้ที่นี่บ้างก็ได้ค่ะ
เผื่อจะได้ตั้งเป็น"ศูนย์กระจายความเข้มแข็ง"
แหะๆ
..เฮ้ออออ.....

ความจริงแล้วไม่ค่อยอยากเขียนอะไรแนวนี้เท่าไหร่
เพราะหนึ่งคือมันเป็นเรื่องนานาจิตตังที่นำมาซึ่งการถกเถียงและความขัดแย้งได้ง่ายมาก..
และสองคือมันดูหนักเกินไป ไม่เหมาะกับบล็อคสวยๆ(ฮี่ๆ)
แต่เนื่องมาจากได้ฟังข่าวคราวมากมายในช่วงหลายวันมานี่
เริ่มจากการที่ราคาน้ำมันขึ้นๆลงๆ
ไปห้างต้องตกใจกับราคาน้ำมันพืชที่ขึ้นมาเหยียบ50บาท(แถมยังไม่ค่อยมีขาย)
พ่อค้าแม้ค้าบ่นกันระนาว
เศรษฐกิจฟุบๆแฟ่บๆ ....
และข่าวคราวจากสามจังหวัดชายแดนที่ดูจะรุนแรงขึ้นทุกวัน
ล่าสุดคือข่าวการสูญเสียของประชาชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน!!
นี่มันอะไรกันนี่..
เกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้...
มันอาจจะเป็นสัจธรรม โลกย่อมมีขึ้น มีลง มีดี มีร้าย
เราควรพยายามมองมันอย่างเข้าใจ ว่ามันเป็นธรรมดาของโลก
เมื่อวานนี้ (29 มค.51)
เราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คนที่25
http://hilight.kapook.com/view/19925
ไม่ว่าจะอย่างไร เราต้องยอมรับว่า เป็นนายกที่มาจากการที่ประชาชนเลือก
(คนเลือกสส. ---->สส.เลือกนายก)
บางคนชอบ และแน่นอน บางคนไม่..
แต่ทุกคนควรยอมรับว่า นั่นคือความต้องการของคนส่วนมาก
เอนทรี่นี้ขอพูดเป็นการส่วนตัว(ย้ำนะคะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว)
หากว่ามีใครได้ฟังคำท่านเมื่อวานนี้
ภายหลังจากการได้รับการโปรดเกล้าฯ
เวลาและโอกาสในการทำงานตามที่ท่านร้องขอ...
ได้มาถึงท่านอย่างต้องการแล้ว
คราวนี้ขึ้นอยู่ที่ท่าน..
ประเทศชาติต้องการผู้นำที่มีความสามารถ
เพื่อที่จะนำบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ
หลังจากนั้น ประเทศคงต้องก้าวไปข้างหน้า
ในฐานะของนักการเมืองซึงมีประสบการณ์ยาวนาน..
ตลอดเวลาที่ท่านทำงานในหน้าที่ผู้บริหารประเทศนับจากนี้
ขอให้ท่านจดจำคำเมื่อวานนี้..
ซึ่งเป็นคำสัญญาของท่านต่อหน้ามหาชน คนไทยทุกคนไว้ให้มั่น
และอย่าลืมว่า ประเทศไม่ใช่ของใคร
ของพวกใด...หรือพรรคใด
แต่ประเทศคือของเราทุกคน
อันมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องค้ำจุณตลอดมา
คนเค้าเลือก "ท่าน"
ไม่ใช่เลือก"คนอื่น"
การทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติไม่จำเป็นต้องฟังคำจากโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ
แต่จงฟังเสียงจาก"หัวใจ"
ที่เลือดทุกหยด..คือเลือดของความเป็นไทยเหมือนกัน
และใช้สมองและสองมือที่มากประสบการณ์ให้คุ้มค่า..และสมศักดิ์ศรี
กับความไว้วางใจที่ประชาชนได้มีให้

edit @ 30 Jan 2008 14:53:39 by ninjaarch

samudsakorn..ตอนนี้ไม่มีทะเล

posted on 26 Nov 2007 06:06 by ninjaarch

 

เอนทรี่นี้เป็นเรื่องค้างเล่า ที่เอามารูปมาแปะไว้น๊าน..นานแล้วค่ะแต่ยังไม่มีโอกาสได้เอามาเล่าซะที
เป็นทริปสั้น ๆ หนึ่งวัน ...หนึ่งคน ที่สมุทรสาครค่ะ
.....................................................................................................................
วันนั้นออกจากบ้านที่โคราชแต่เช้ามืด(มืดมากๆตีสอง555)
เช้ามืดในวันที่วันเพ็ญเดือนสิบสองเพิ่งผ่านพ้นไปเอง
เกือบสิบชีวิตกับรถยนต์อีกสองคัน
คนอื่นๆมีเป้าหมายในการมาเที่ยวชัดเจนว่า
จะมาตกปลากัน โดยปลายทางอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร
ส่วนเรา...ไม่ได้ตกปลา
เพียงแต่ว่าแวะมาเปลี่ยนบรรยากาศ
และเปิดสมองส่วนที่ใช้ในการรับกลิ่นและสี...555
ไปถึงก็เช้ามืด พระอาทิตย์กำลังค่อยๆไผล่แสงสีส้มๆออกมาให้เห็น
ท่ามกลางกลิ่นไอของน้ำเค็ม
วังกุ้ง และวังปลาที่ยาวแทบสุดลูกหูลูกตา
เช้าวันนั้นเป็นบรรยากาศที่ยังจำได้และได้กลิ่นอยู่เลย
รู้สึกว่า..มีแต่ที่ราบ
มองไปทางไหนก็เป็นระนาบเดียวกันหมด
มีแต่น้ำ คันทางเดินคล้าย ๆ คันนาแคบๆ
และไม่ค่อยมีต้นไม้ให้เห็นมากนัก
การเลี้ยงปลา-เลี้ยงกุ้ง-เลี้ยงหอยของที่นี่
ส่วนมากจะเป็นการเปิดเอาน้ำทะเลเข้ามาโดยตรง
หลังจากนั้นก็เลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ตามลักษณะธรรมชาติ
ปลาที่เลี้ยงก็จะเป็นปลาจำพวกกุเลาและกระพง
หอยต่าง ๆ แอบหาข้อมูลไปเล็กน้อยว่า
ที่นี่มีของแปลกให้มาลองชิม
นั่นก็คือ"หอยพิม"
เป็นหอยสองฝา มีงวงยาว  ๆ ยื่นออกมา
หน้าตาแปลกๆ และไม่ค่อยน่าที่จะกินได้หรอกค่ะ
แต่คิดไว้ว่าไหนๆก็มาแระ ต้องหาทางลองเสียหน่อย
.......................................................................................
ยิ่งสายแสงอาทิตย์ยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ
เราหลบเปลวแดดมานั่งเล่นในรถที่จอดในที่โล่งไม่มีแม้แต่ต้นไม้ซักกะต้น
เอาเสื่อมาบังกระจก(ที่บังแดดเอาไม่อยู่555)
แล้วเผลองีบหลับไปได้ซักครู่หนึ่ง
ก็พบว่าดินลูกรังที่ใช้จอดรถมันสั่น กึกๆๆๆๆ
ตกใจตื่นขึ้นมา พะจ้าว...
สิบล้อขนดินวิ่งกันระนาวเหมือนวิ่งสวนสนาม
และด้วยความโชคดีเราอยู่ระหว่างทางที่สิบล้อทุกคันจะต้องวิ่งผ่าน
วิ่งมาที่ มีฝุ่นแดงๆปลิวตามมาอีกร่วมกิโล
ชักกลัวเพื่อนร่วมคณะจะจำไม่ได้เนื่องจากกลายเป็นฝรั่งหัวแดงไปซะฉิบ
ตัดสินใจสตาร์ทเครื่องรถ
ขับออกมาจากเวิ้งนั้นทันที..อารมณ์นั้นนึกว่า
อย่างน้อยก็เป็นวันดีๆอีกวัน
ที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาเสียตั้งไกลเนอะ
ไปหาเที่ยวคนเดียวก็ได้(วะ)
เราเลือกที่จะขับรถไปเรื่อย ๆ
เลือกเส้นทางคนละเส้นกับขามา
และเลือกเอาที่ติดกับวังกุ้งวังปลาของชาวบ้านที่ยาวไปสุดลูกหูลูกตา
เปิดเพลงที่ชอบ..แอบดูวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านไปด้วย
ตอนนั้นเป็นอะไรที่สงบ..และสบายอย่างบอกไม่ถูก
ดูนาฬิกา..เที่ยงกว่าแล้ว
กองทัพคงต้องเดินด้วยท้อง
โครงการตามล่า.."หอยพิม"...ของเราจึงเริ่มต้นขึ้น
เราขับรถไปเส้นทางสายมหาชัย
ยังไม่ทันถึงหรอกค่ะ..ก็พบย่านชุมชน(ขออภัยที่ไม่รู้ว่าแถมนั้นเค้าเรียกอะไรเนอะ)
มีร้านอาหารต่าง ๆ อยู่สองข้างทาง
ไหนๆก็มาคนเดียวขอแอบกินหรูดูดีหน่อยละกันนะเว๊ย..
แอบขอโทษสหายที่ต้องกล้ำกลืนกับข้าวในกล่องโฟมเงียบ ๆ พลางขับรถเลือกหาร้านที่ถูกใจ
คนต่างถิ่นจะรู้ได้ยังไงว่ามันอร่อย..อันดับแรกเราดูที่ปริมาณรถที่จอดหน้าร้าน
ถ้ารถจอดหนาตา..คาดการณ์ได้ว่าจะต้องเป็นร้านที่เป็นที่นิยมพอสมควรและเมื่อเป็นที่นิยม
มันก็ต้องอร่อยสิ...
ร้านแรกที่พบรถจอดเยอะมาก
มีทั้งทะเบียนสมุทรสาคร กรุงเทพ สมุทรสงคราม
แต่ขอโทษนะ...ไม่มีอารมณ์นั่งรอคิวง่ะ เพราะไปคนเดียวแนวโน้มอาจจะได้กินช้าได้
(ยกเว้นเลียนแบบเมนูโต๊ะข้างๆ)
เลือกร้านที่สอง มีรถจอดพอประมาณค่ะ
อ่ะเอาร้านนี้แหละ

เรา: น้องมีหอยพิมมั้ยคะ
เด็ก:ต้องไปถามข้างในก่อนพี่
เรา: งั้นไปถาม...แล้วก็เอาข้าวผัดปูจานเล็กจานนึงกะโค๊กขวดเล็ก
เด็ก:ได้ค่ะ....(เดินจากไปหายไปนานมั่ก...และ..มันกลับมาพร้อมข้าวผัดปูกะโค๊ก)
เด็ก:หอยพิมมีพี่
เรา:(นึกในใจทามมายเพิ่งมาบอกฟะ...)เอ่อ...มันทำไรกินได้มั่งอ่ะ
เด็ก:ทำได้หลายอย่างพี่...(เงียบไป...ความกดดันทั้งมวลมาตกอยู่ที่กรูสิ..)
เรา:อะไรมั่ง...(ฮี่ๆ....เอาความกดดันนั้นคืนไปเหอะแก..)
เด็ก:ก็.....(เงียบไปนาน..เราพยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น..กดดันๆ55)
เด็ก:ก็แช่น้ำปลาแล้วก็คงทอดมั้งคะ...(ท่าทางโล่งใจสุดริด)
เรา:(แช่น้ำปลาก็ต้องดิบดิ..มะเอาอ่ะ)งั้นเอาแบบทอดมาจานนึง
เด็ก:ค่ะ(เดินจากไป....)
เวลาผ่านไป...หอยพิมทอดมาให้ได้ยลกันดังรูป
ส่วนรสชาดเป็นไงน่ะเหรอ
ก็รู้สึกมีความนุ่มอยู่ที่ปลายลิ้น...และเหนียวนิดๆ
(พยายามจะอธิบายแบบนักชิมกะเค้ามั่งอ่ะ)
ความจริงก็คือ อร่อยอยู่ค่ะ
คล้ายๆหอยลายที่เอามาทอดแต่เหนียวกว่าหน่อย
สั่งไปฝากเพื่อนฝูงอีกกล่อง
ค่าอาหารครานี้หมดไปสามร้อยกว่าบาท...



 

รูปถ่ายในและตรงข้างๆร้าน
บรรยากาศดีนะ...เสียดาย
น้ำดำไปหน่อย.....
............................................................

หลังจากนั้นได้ไปไหว้ศาลพันท้ายนรสิงห์ตามที่ตั้งใจค่ะ
ไปคนเดียว..ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆอยู่
แต่พอซักพัก..ก็รู้สึกสงบสบายใจดี
บรรยากาศของศาลดีค่ะ
มีเรือให้เช่าพาย ออกอารมณ์ริมคลองบางกอกน้อยสมัยก่อน
ไอ้อยากน่ะอยากพายอยู่
แต่คิดภาพตัวเองพายวนเป็นวงกลมอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
เอ่อ..คงไม่น่าดูเนอะ
(คนพายเรือไม่เป็นมันจะหมุนเป็นวงกลมอยู่กะที่อ่ะ..ลองดูดิ)
ไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่เอาสิริมงคลแล้วเดินเล่นซักพัก
ก็ถึงเวลากลับค่ะ
ขากลับพระอาทิตย์เริ่มลาแสง..
แสงสีส้มๆสะท้อนพื้นน้ำตลอดระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรทั้งสองข้างทาง
กับวิถีประจำวันของชาวบ้านมหาชัย
ได้เติมพลังให้กับใครคนนึงได้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงได้มากอยู่ค่ะ
.......................................................................
คุณล่ะคะ..ไปเที่ยวคนเดียวครั้งล่าสุดเมื่อไหร่???

 

edit @ 25 Jan 2008 18:54:56 by ninjaarch